���������������������

Ports performance testing, started 24/6/11

posted on 22 Jul 2011 17:02 by 1year1dream in Diary
เขียนต่อในบอร์ดไม่ได้แล้วแฮะ signature เค้าจำกัด 255 ตัวอักษร
Ports performance testing, started  24/6/11
Week 1 | PureVI= -0.5%,    Reflexivity= 0%
Week 2 | PureVI0.49%,  Reflexivity= -1.76%
Week 3 | PureVI= -2.98%,  Reflexivity= -2.61%
Week 4 | PureVI5.47%Reflexivity= 1.72%
 
ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีความกังวลเกี่ยวกับหนี้สินกรีซ
ที่จะครบกำหนดในเดือน กรกฏาคม แต่ทว่ากรีฐไม่มีเงินใช้หนี้
ทาง IMF, EU กดดันให้รัฐบาลกรีซผ่านแผนรัดเข็มขัดอีกรอบ
ด้วยการขึ้นภาษี ลดสวัสดิการ ไม่จ่ายโบนัส  คนงานก็ออกมาประท้วงมากมาย
ช่วงเวลานี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างกังวัลว่า ถ้ากรีซ defualt จะทำให้เกิดโดมิโน่หนี้สิน
หุ้นตกทั่วทั้งโลก ในไทยก็ตกจาก 1100 จุด เหลือ  998 จุด
แต่ในที่สุดแล้ว รัฐบาลกรีซก็ผ่านแผนไปได้ ทำให้ได้รับเงินกู้งวดใหม่จาก IMF
 
แต่กระนั้น อีกไม่ถึงเดือนต่อมา bond ของ โปรตุเกส ก็ถูกลดอันดับเป็น junk bond และ ไอร์แลนด์ด้วย
อีกทั้งยังมีเรื่อง เพดานหนี้ของสหรัฐ
 
แต่ส่วนตัวผมมองแล้ว ถ้าไม่ใช่กรณีใหญ่จริง อย่างตอนที่กรีซจะdefualt ด้วยเวลาชิวเฉียด
เรื่องอื่นๆก็ไม่น่ากังวลเท่าไร แค่ติดตามอย่างห่างๆก็น่าจะพอ
 
ครบรอบ 1 ปี การเป็นวีไอ  VI 1st year anniversary
Port มีผลกำไร +93.32% คิดแบบ XIRR เพราะมีเงินเติมหลายรอบ
ในหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้อะไรมาเยอะ ประสบการณ์มากมาย ที่สำคัญก็คือความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมา
 
ณ วันที่ 29 เมษายน 2554
กำไร 2,738,000 บาท
เป็นเปอร์เซ็นกำไร +93.32% 
พอร์ตรวม 6,438,000 บาท

 
เมื่อวาน(พอดีลืมเขียน เลยมาเขียนวันนี้)
เป็นวันที่กำไรในพอร์ตลงทุนหุ้น แตะ 2 ล้านวันแรก Wink
ดีใจมากๆ ล้านแรกใช้เวลา(นับตั้งแต่หาเงินเองได้) 6 ปี
ล้านที่สอง ใช้เวลาแค่ 6 เดือน!!!
เชื่อแล้วครับว่า ล้านแรกหายากที่สุด อิอิ
 
port 5,700k baht 
as of  23/3/2011 
 

เป้าหมายชีวิต...50 ล้าน

posted on 20 Feb 2011 08:55 by 1year1dream in Diary
ย้อนกลับไปปีที่แล้ว 2553 เงินทุน 3 ล้าน กำไร 1.3 ล้าน
ปีนี้ 2554 ที่บ้านเพิ่มทุนให้อีก 7 แสน รวมทั้งสิ้นเป็น 5 ล้าน 
เป้าหมายเราคือ 50 ล้าน นั้นก็เท่ากับว่า  20% ทบต้น 12 ปี หรือ 40% ทบต้น 7 ปี
ปีนี้ 2554 ถ้าทำได้ดีที่สุดคือ 40% ทบต้น 7 ปี ก็จะสำเร็จในปี 2561
 
2561! สู้โว้ย
 
20/2/2554

ว่าด้วยหุ้น และ Bias

posted on 16 Feb 2011 13:31 by 1year1dream in Diary
๑. ก่อนเราซื้อหุ้น
เราจะศึกษา อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น ราคาสินค้า ต้นทุน แนวโน้ม ธุรกิจ
ข่าวด้านบวกด้านลบ เรายอมรับหมด ความระมัดระวัง มีการวางแผนว่า ซื้อตอนนี้ราคาจะไป
ถึงเท่าไหร่ เราต้องการขายเมื่อไหร่

๒. หลังจากที่เราซื้อหุ้นแล้ว และกำลังถืออยู่
เราจะเริ่มรับแต่ข่าวดี ไม่ว่าข่าวจะร้ายแค่ไหน เราก็จะมองเป็นข่าวดี เกิดความ bias มาก
ตอนนี้ ใครพูดเรื่องข่าวร้าย นอกจากเราจะไม่ฟังแล้ว เรายัง ด่า กลับด้วย

๓. หลังจากเราขายหุ้นไปแล้ว
เราจะไม่ยอมฟังข่าวดีเลย มีข่าวดีแค่ไหนเราก็จะไม่เชื่อ เราจะไม่ยอมรับเด็ดขาด ว่าเรา
ตัดสินใจผิด นอกจากนั้นจะพยายามหาข่าวร้าย มาประโคม เพื่อยืนยันในสิ่งที่เราคิด ว่า
ถูกต้อง

Black January

posted on 02 Feb 2011 17:39 by 1year1dream in Diary
เดือนนี้เป็นอะไรที่สุดๆ นับตั้งแต่เริ่มลงทุนหุ้นอย่างจริงจัง
สิ้นปี 53 ผมมีกำไรหุ้นอยู่ 1.3 ล้านบาท
พอต้นเดือนมกราคม หุ้นหลายๆตัวก็วิ่งเข้าเป้า ไม่ว่าจะ PATO RS SF มากันหมด
ทำให้ผลตอบแทนขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1.75 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่วัน
แต่แล้วก็เกิด panic ในตลาดหุ้น ไม่รู้ว่าสาเหตุไหน 
ตอนนี้กำไรกลับมาอยู่ที่ 1.35 ล้านบาท เป็นบวกจากปีใหม่นิดหน่อย 
 
ปล. 31/1/54  เพิ่มทุนอีก 7 แสนบาท รวมเป็นทุน 3.7 ล้านบาท
ปล.วันนี้เพิ่งพ้นวิกฤต RS ที่ไม่น่าไปเก็งกำไรเล้ย เข็ดมากๆ มุ่งมั่นแนว VI ไม่เผลอใจอีกแล้ว 

บันทึกวีไอปีแรกของผม

posted on 02 Jan 2011 09:43 by 1year1dream in Diary
คำว่า วีไอ(VI = Value investor = การลงทุนแบบนเน้นคุณค่า)
ผมรู้จักมานานพร้อมๆกับเริ่มเล่นหุ้นเมื่อ 3 ปีก่อน
แต่ก็ไม่ได้สนใจนัก ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ยาก และ ไม่เห็นผลเท่าไร
ถ้าหุ้นมันอิงพื้นฐานจริง เหตุใดทำไมมันขึ้นๆลงๆเล่า ที่ขึ้นๆลงๆ เพราะมันมี "เจ้า"
แต่ก่อนหน้านั้น ผมไม่รู้จักแม้แต่ "เจ้า"...
 
ปี 2551
ผมเเปิดพอร์ตเล่นหุ้น กลางปี 51 ด้วยเงินเก็บ 90,000 บาท
พื้นฐานไม่รู้ กราฟดูไม่เป็น อาศัยความรู้สึกอย่างเดียว(เดา)
หุ้นตัวแรกคือ TOP ราคา 55 บาท เหตุผล : มันลงมาเยอะแล้ว 
ปรากฏว่าเจอทั้งราคาน้ำมันดิบดิ่ง และ วิกฤตซัมไพรม
TOP ร่วงลงมาถึง 19 บาท ผมขาดทุน -60%   หรือ 5 หมื่นบาท เงินเหลือ 4 หมื่น
แต่ไม่ยอมขาย ผมออกจากตลาดไปเลย บาดเจ็บสาหัส
 
ปี 2552 
ผมกลับเข้ามาตลาดอีกครั้ง ตลาดหุ้นเริ่มดึขึ้น TOP ขยับขึ้นมาเป็น 36 บาท เหลือขาดทุน -40% ผมก็ขาย
จากนั้นได้มารู้จักน้าเพื่อนบ้านมาสอนวิธีดูกราฟให้ ผมก็เหมือนตาสว่างว่าหุ้นที่ขึ้นๆลงๆนั้น
มันมาจาก "เจ้า"  มันมีคนคุมราคาอยู่ ดังนั้นการเล่นหุ้นที่ถูกต้องเราต้องดูกราฟ ตอนนั้นมีสโลแกนประจำใจว่า
"ซื้อแพง ขายแพงกว่า"  แต่จนแล้วจนรอด กราฟที่ดูส่วนใหญ่มักจะผิดมากกว่าถูก ความถูกต้องไม่ได้ดีไปกว่าทอยลูกเต๋า
พอกำไร 5%-6% ก็เริ่มกลัวมันจะลง ขายเอากำไรซะแล้ว ตลอดปี 52 ผมได้กำไรเล็กน้อย ทั้งๆที่ตลาดขึ้นมากมาย
พอมาปลายปีคิดว่าอยากจะเป็น VI จึงคิดไปเองว่า VI คือการเลือกบริษัทดัง แล้วถือนานๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ
ตอนนั้นเริ่มมีคนในกลุ่มเพื่อนเลิกดูกราฟหันไปเป็น VI แล้ว แต่ผมก็ตามไม่ทัน ฟังที่เค้าพูดไม่ได้รู้เรื่อง
ผมเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง เหมือนตัวเองไม่เหมาะกับตลาดหุ้น จึงออกจากตลาดอีกครั้ง 
 
ปี 2553
ผมหายจากตลาดหุ้นไป 4-5 เดือน โดยไม่ได้เปิดพอร์ตเช็คราคาหุ้นเลย และก็ไม่ค่อยคุยกับเพื่อนๆในกลุ่มด้วย
แต่ก็ยังหาหนังสือ VI มาอ่านอยู่เรื่อยๆ เล่มแรกที่ซื้อคือ common stock, uncommon profit "อ่านไม่รู้เรื่องเลย!"
ผมกลับมาคุยกับเพื่อนๆอีกครั้ง แต่ยังไม่เข้าตลอด ตอนเดือนกุมภาพันธ์
มีหลายอย่างเปลี่ยนไป ที่ชัดๆก็คือ พี่แป๊ะ (reiter) เมื่อปีที่แล้วยังเคยมาประชุม msn แล้ววิเคราะห์กราฟหุ้นด้วยกัน
ดูแท่งเทียน ดูอีเลียตเวฟ นับคลื่น ได้เลิกดูกราฟอย่างสิ้นเชิงไปแล้ว เป็น VI เต็มตัว และยังประสบความสำเร็จ
กับหุ้นหลายตัว ทั้ง KYE, UPF, SMT, MOONG etc. ถึงตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าควรทำตามใคร..ผมเลือกทำตามผู้ชนะ
แต่ก็นั้นแหล่ะ พี่แป๊ะสอนอะไรมา ผมไม่รู้เรื่องหรอก eps คืออะไรฟ่ะ งง  ผมก็ไม่รู้จะถามอะไร เพราะผมไม่รู้อะไรเลย
จนต้องไปเข้า SE-ED ไปหาหนังสือการลงทุนอย่างเน้นคุณค่า (VI) เบื้องต้นมาอ่าน 3-4 เล่ม
อ่านๆๆๆ จนเข้าใจหลักการได้ จากที่คิดผิดมาตลอด ว่า VI ซื้อบริษัทใหญ่แล้วถือยาว มันไม่ใช่เว้ย
VI ซื้อหุ้นได้ทุกตัว ตั้งแต่ใกล้เจ๊งจนถึงระดับโลก แต่ต้อง ดูเป็น
ต้องวิเคราะห์งบการเงินได้ ต้องรู้จักอุตสาหกรรมนั้น รู้ที่ไปที่มาของข้อมูล ทำเหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัทเอง
ไม่ใช่ซื้อเพราะเห็นว่ามันลงมาเยอะแล้ว(จากดอย) นั้นไม่ใช่ VI เอาซะเลย 
VI ราคาแค่ไหนก็ซื้อ (ถ้ายังเห็นว่าถูกกว่าความเป็นจริง) โดยไม่ค่อยได้สนราคาหุ้นสักเท่าไร 
 
หุ้นตัวแรกที่ซื้อในปีนี้ คือ TIW จากคำแนะนำของพี่ reiter ถือเป็นหุ้นตัวแรกที่ผมได้เริ่มอ่านงบการเงิน
อ่านงบดุล งบกำไรขาดทุน ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นการเป็น VI ของผม
ผมขอเงินพ่อ 1 ล้านบาท เพื่อมาซื้อหุ้นตัวนี้ แต่พ่อไม่ให้ ส่วนแม่ห้ามไม่ให้ซื้อ (มันก็สมควรแล้วล่ะในตอนนั้น)
แต่ด้วยความที่อยากเก่งและผสมอยากประชดพ่อ ผมก็ไป SE-ED ขนหนังสือ VI มา 10 เล่ม
และก็ขายหุ้นที่มีทั้งหมดเพื่อมาซื้อ TIW ตัวเดียวเต็มพอร์ต เพราะเป็นทางเดียวที่จะกอบกู้พอร์ตที่ขาดทุนยับเยินได้
TIW  ผมซื้อที่ 81 และขายไป 113 บาท กำไร 40%  ทำให้ผมกอบกู้พอร์ตที่ยับเยินมา 2 ปี กลับมาเท่าทุนได้
จากนั้นคุณพ่อก็เห็นความตั้งใจจริงของผม จึงเพิ่มทุน 5 แสนบาทและเพิ่มเป็น 3 ล้านบาทในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น ผมก็เป็น VI เต็มตัว เลิกดูกราฟอย่างสิ้นเชิง 
ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้รู้จักพี่ๆเพื่อนๆ VI เพิ่มอีกหลายคน ทั้งพี่บิ๊ก พี่มี่ พี่แดม พี่ฮุย พี่หนุ่ม พี่มิ้ง พี่ปิ๊ก พี่แมน เบียร์ บ๊วย และอีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง 
ก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆทุกคน ที่ช่วยสั่งสอนผมมาตลอดทั้งปีนี้ ขอบคุณมากครับ
เมื่อต้นปีผมหวังแค่กำไร 10% ก็พอใจ ถ้าได้ 20% ก็จะดีใจ แต่สรุปปีแล้วทำได้ 44% ทะลุเป้ามากมาย
กำไรกว่า 1,311,000 บาท เป็นเงินล้านแรกของผม ดีใจจนบอกไม่ถูก อยากจะบันทึกไว้ตรงนี้เลย 
ว่าผมทำล้านแรกในตอนอายุ 22 ปี T^T ดีใจมากๆ
 
ส่วนในปีนี้ 2554
ผมก็หวังว่าจะยืนด้วยลำแข้งตัวเองมากขึ้น นี่เป็นเป้าหมายที่จำทำให้ได้ในปีนี้ครับ
 

Happy (Never) Ending
 
 


 
 
 
 
 

============= VI ================

ลงทุนในบริษัท ไม่ใช่ตลาดหุ้น - ปีเตอร์ ลินซ์


ความเสี่ยง คือ การที่เราไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ -วอเรนท์ บัฟเฟต


ราคาหุ้นในกระดาน เหมือนเพื่อนหุ้นส่วนที่เปิดร้านกับเรา
ทุกๆวันจะเขาคิดราคาหุ้นให้เรา ขอซื้อจากเรา เสนอขายให้เรา
บ้าบอมั้ย?  - เบนจามิน เกรแฮม


คิดถึงราคาหุ้นเฉพาะตอนที่ขาย...ราคาทุนคิดซะว่าไม่มี  - เบนจามิน เกรแฮม

บริษัทที่ดีไม่ใช่การลงทุนที่ดี หากคุณจ่ายเงินซื้อหุ้นในราคาแพงเกินไป - เบนจามิน เกรแฮม


"การจับจังหวะซื้อขายหุ้น" เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทั้งในทางปฎิบัติและอารณ์สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ - เบนจามิน เกรแฮม


นักลงทุนมีเพียงประเภทเดียว คือ นักลงทุนระยะยาวนอกเหนือจากนี้ คือนักเก็งกำไร - เบนจามิน เกรแฮม

 

ฟิวเจอร์ออฟชั่น สมควรเป็นสิ่งผิดกฎหมาย - ปีเตอร์ ลินซ์


อะไร...คือ สิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างเรากับคนอื่น - unknow 


DCF...เป็นการนำข้อมูลที่ถูกต้องมารวมกับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกมา
- หลักสูตร VI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

 

EPS*PE เป็นการประเมินมูลค่าแบบทุติยภูมิ มันคือก็หา Terminal Value ณ วันนี้นี่เอง มันไม่ได้ขจัดปัญหาของการประเมินมูลค่า แต่เป็นการซุกเอาไว้

- หลักสูตร VI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย


‎ใช้ความรู้ลดความเสี่ยง - หลักสูตร VI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

 

การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน - เกรแฮม > มูลค่าตามบัญชี > ต้นทุนทดแทน

- หลักสูตร VI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย


 

นักเสี่ยงโชคจำนวนหนึ่งในตลาดหุ้น มักอ้างว่าตนมองเห็น "รูปแบบ" ต่างๆ
ใน "กราฟ" ราคาหุ้น เช่น รูปธง หัวและไหล่ พวกเขาเชื่อว่าจะบอกอนาคตได้
ทั้งที่แท้จริง รูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติของการเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง
ถ้ามองไปที่ "รอยแยกของดิน" บนทุ่งนาที่แห้งแล้ง ก็จะพบว่ามีรูปแบบคล้าย "กราฟหุ้น" เหมือนกัน
- โอกาส และ ความน่าจะเป็น / พี่โจ๊ก,สุมาอี้

 
การลงทุนโดยอาศัยจังหวะ ยังคงเป็นแกนหลักในการทำนายอนาคตของวอลล์สตรีท
คนเล่นหุ้นนำหลักการนี้ไปใช้กันมาก ทว่าสำหรับคนที่เชื่อในทฤษฏี Random walk 
การลงทุนโดยอาศัยจังหวะนี้ ถือเป็นเรื่องไร้สาระ - Lawrence a. Cunningham

 

===================== TA ===========================

 "การจะเก็งกำไรนั้น คุณก็ต้องรู้พื้นฐาน เช่นหุ้นราคา 25 มูลค่า 50
แต่! อย่าเพิ่งซื้อ รอนิวไฮที่ 30 ให้ตลาดเห็นด้วย แล้วคุณจึงซื้อ 30 ไปขายที่ 50 "
- Livermore

 

======================= Other ========================

 

"It's not whether you're right or wrong, but how much money you make when you're right and how much you lose when you're wrong" - Soros

ชีวิตของซุนเซ็ก เซียนที่ไหนจะคุ้มครองได้เท่ากับตัวข้าเอง. ข้าเกลียดพวกลวงโลก, ทรงเจ้า, เข้าผี มอมเมาจิตใจชาวบ้าน" - ซุนเซ็ก

 

ผลงาน ความสำเร็จ และวีรกรรมหลายๆอย่างบนโลกใบนี้ ส่วนใหญ่จะมาจากคนที่อยู่นอกระบบ เพราะอัจฉริยะหรือคนที่มีความสร้างสรรค์มักจะทนอยู่ในระบบได้ไม่นาน - unknow

 

ความคิดเห็นที่ 10

แปลกดีนะครับ indicator ทำให้หุ้นวิ่งได้ด้วย เจ้ามือก็บื้อเนอะ

อุตส่าห์ทำราคาให้เซียนหุ้นใช้กราฟใส่เส้น 4-5 อัน มากินได้

จากคุณ : ลูกเหาหลาม

 

Anonymous   :
         กำจัดอารมณ์ออกไปให้เร็วสุดเท่าที่จะเป็นได้ ถ้าสามารถทำได้ก่อนที่จะเข้าซื้อ-ขาย >>> คุณเริ่มต้นได้ดีแล้ว

Alan_Farley   :
         นักเล่นหุ้นที่เก๋าเกม_จะพยายามควบคุมความเสี่ยงเอาไว้ ส่วนนักเล่นหุ้นที่อ่อนหัด_ คิดแต่จะทำกำไรเพียงอย่างเดียว

Bernard_Baruch   :
         อย่าพยายามที่จะซื้อให้ต่ำที่สุด & ขายที่จุดสูงสุด   ไม่มีใครทำได้ นอกจากคนโกหก

Burt_Dohmen   :
         กฎข้อแรก คือ อย่าขาดทุน~เทียบการเสียโอกาสทำกำไรไปนั้นเป็นเรื่องเล็ก โอกาสใหม่ๆมักจะเข้ามาหาเราอยู่เสมอ

Barry_Lutz    :
         การขาดทุนติดๆกัน มาจากที่พยายามเล่นหุ้นในช่วงเวลาที่ตลาดเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือ เล่นหุ้นบ่อยเกินไป

Charles_Faulkner   :
         ไม่เกี่ยวว่าคุณคิดอย่างไร มันเกี่ยวกับว่าคุณกำลังเห็นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นต่างหาก

David_Harding   :
         เมื่อคุณสุ่ม~ปาเป้าซื้อหุ้น แต่กลับไม่รู้จักกำหนดจุดCut_เอาไว้
      * หนำซ้ำยังพยายามที่จะตั้งเป้าขายทำกำไรให้ได้ราคานั้นราคานี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณจะขาดทุนอย่างแน่นอน

Ed_Seykota   :
         การระบุถึงแนวโน้ม เมื่อราคาหุ้นได้เคลื่อนทะลุผ่านกรอบราคาด้านบน นั่นจะหมายความว่ามันเป็นขาขึ้น
         ความล้มเหลวอย่างย่อยยับ มาจากปัจจัยทางจิตฯ~จากระดับในการทนต่อการขาดทุน(Uncle_Point)เสียมากกว่า

Jack D. Schwager   :
         ตลาดหุ้นนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา & มันก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป

John_Maynard Keynes  :
         ตลาดหุ้นสามารถจะทำตัวไร้เหตุผลได้ยาวนานมากกว่าที่คุณ จะสามารถทนอยู่กับการหมดตัวของคุณได้

Larry_Williams   :    ผู้คิดค้น Indicator คือ William %R
         การเล่นหุ้น~สำคัญที่วินัย ไม่ใช่ไม่มีวินัยแต่ระบบการเล่นไม่เข้ากับนิสัยของเขาต่างหาก วินัยจึงกลายเป็นเรื่องยาก

Mark Douglas   :  Trading In The Zone
         ไม่สามารถใช้การวิเคราะห์หุ้นอย่างละเอียด_มาเอาชนะต่อความกลัวต่อการผิดพลาด~ขาดทุนที่เกิดขึ้น

Richard D. Donchian   :
         ข่าวสารที่เป็นที่กล่าวขาน~เข้าถึงกันได้ทั่วไปจากมวลชน จะทำให้การเคลื่อนตัวของราคาไปได้ไม่ไกล & ช้าลง

William O\\\’Neil   :
         หุ้นทุกตัวนั้นแย่ จนกระทั่งราคาของมันวิ่งขึ้นไป & หากราคาของมันลดลง คุณต้องรีบตัดขาดทุนโดยเร็ว...
      * การปล่อยให้การขาดทุนบานปลายนั้น เป็นข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

Werner_Debont   :
      * คนฉลาดมากๆส่วนใหญ่~เป็นคนสุดท้าย ที่จะสำเร็จในตลาดหุ้น มักรู้สึกว่า เขาสามารถรู้ได้ว่า ตลาดจะเป็นอย่างไร

 

ชัยชนะจะตกเป็นของคนที่มีการเตรียมพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปเรียกกันว่าโชคดี ในทางกลับกัน ความพ่ายแพ้จะตกเป็นของคนที่ขาดความระมัดระวัง ขาดการเตรียมตัว ซึ่งคนทั่วไปเรียกมันว่าโชคร้าย - Roald Amundsen
 
การขาดความรู้ทางการเงินและการฟังคำแนะนำทางการเงินของคนจนคือความเสี่ยง- พ่อรวยสอนลูก

 

การลงทุนมีความเสี่ยง การไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
(เงินสดของคุณจะมีค่าลดลง 3% ทุกปีทบต้นจากอัตราเงินเฟ้อ)

 

กฏของเนฟฟ์ Jonh Neff

posted on 26 Jun 2010 13:15 by 1year1dream in Diary

กฏของ Jonh Neff นักลงทุนแนว Hard-core Value Investor 

1.อัตราส่วนต่อกำไรต่ำ (PE)  ซึ่งต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง มีส่วนลด หรือ หุ้นไม่มีอนาคต

2.อัตราการเติบโตมากกว่า 7% 

3.การรักษาตอบแทนจากเงินปันผล

4.ผลตอบแทนโดยรวมกับค่า PE ที่ซื้อ   growth+yield  = ผลตอบแทนรวม , ผลตอบแทนรวม/PE

5.ความผันผวนของวงจรธุรกิจจะถูกชดเชยด้วย PE Multiple 

6. บริษัทที่มั่นคงแข็งแกร่งในอุตสหากรรมที่กำลังเติบโต

7.ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจะเป็นตัวรองรับ